ความเร็ว

ความเร็ว เท่าไหร่ ถึงจะไม่โดนตำรวจจับ !!

ความเร็ว

ความเร็ว บรรดาผู้ขับขี่เท้าหนักทั้งหลายคงเคยโดนความไฮเทคของตำรวจทางหลวงกันมาบ้างแล้ว มีจดหมายแนบรูปถ่ายบอกรายละเอียดให้ไปชำระค่าปรับเนื่องจากใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด และหลายคนก็ยังสงสัยกันว่า ตกลงให้ขับใช้ความเร็วกันเท่าไร ถึงจะถูกกฎหมาย

มาดูข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างละเอียดกันเลย

ในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ความเร็วของรถในการขับขี่รถนั้น มีกฎหมายกำหนดไว้ดังนี้ กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ประกอบกับ ฉบับที่ 10 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดไว้ว่า

ในกรณีปกติ ให้กำหนดความเร็วสำหรับรถ ดังต่อไปนี้

สำหรับรถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม หรือรถบรรทุกคนโดยสาร ให้ขับในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาลไม่เกินชั่วโมงละ 60 กิโลเมตร หรือนอกเขตดังกล่าวให้ขับไม่เกินชั่วโมงละ 80 กิโลเมตร

สำหรับรถยนต์อื่นนอกจากรถที่ระบุไว้ใน (1) ขณะที่ลากจูงรถพ่วง รถยนต์บรรทุกที่มีน้ำหนักรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม หรือรถยนต์สามล้อ ให้ขับในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ไม่เกินชั่วโมงละ 45 กิโลเมตร หรือนอกเขตดังกล่าวให้ขับไม่เกินชั่วโมงละ 60 กิโลเมตร

สำหรับรถยนต์อื่นที่นอกจากระบุไว้ใน (1) หรือ (2) หรือรถจักรยานยนต์ให้ขับในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ไม่เกินชั่วโมงละ 80 กิโลเมตร หรือนอกเขตดังกล่าวให้ขับไม่เกินชั่วโมงละ 90 กิโลเมตร

ในเขตทางที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตรายหรือ เขตให้ขับรถช้าๆ ให้ลดความเร็วลงและเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร ข้อ 3 ในกรณีที่มีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วต่ำกว่าที่กำหนดในข้อ 1 ให้ขับไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้นั้น

สำหรับกฎหมายเกี่ยวกับความเร็วบนทางหลวงนั้น มีกฎหมายกำหนดไว้ใน กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ออกตามความในพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 โดยสรุปได้ว่า ข้อ 2 อัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงชนบทมีดังต่อไปนี้

  • รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ให้ใช้ความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ 90 กิโลเมตร
  • รถยนต์ขณะที่ลากจูงรถพ่วง หรือรถสามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ 60 กิโลเมตร
  • รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม ไม่ว่าจะลากจูงรถพ่วงด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือรถบรรทุกคนโดยสาร ให้ใช้ความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ 80 กิโลเมตร

กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 กำหนดไว้ว่า ข้อ 2 ให้กำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางสาย กรุงเทพมหานคร-เมืองพัทยา และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ทางสายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ดังต่อไปนี้

  • รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 1,200 กิโลกรัม หรือรถบรรทุกคนโดยสาร ให้ใช้ความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ 100 กิโลเมตร
  • รถบรรทุกอื่นนอกจากรถที่ระบุไว้ใน (1) รวมทั้งรถบรรทุกหรือรถยนต์ขณะที่ลากจูงรถพ่วง ให้ใช้ความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ 80 กิโลเมตร
  • รถยนต์อื่นนอกจากรถที่ระบุไว้ใน (1) หรือ (2) ให้ใช้ความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ 120 กิโลเมตร

ถ้าจะเอาแบบสรุปให้ใกล้ตัวเข้าหน่อยก็คือ อัตราความเร็วตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ระบุไว้ว่า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ สามารถใช้ความเร็วในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือนอกเขตดังกล่าวให้ขับไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีพ.ร.บ.ทางหลวง อีกหนึ่งฉบับ ที่กำหนดให้รถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ สามารถใช้ความเร็วบนทางหลวงชนบทได้ไม่เกิน 90 กม./ชม. ขณะที่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม.

โดยส่วนใหญ่แล้วที่โดนกันประจำจะอยู่ที่ พ.ร.บ.ทางหลวง ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี อย่างทางหลวงชนบท คือ ทางหลวงนอกเขตเทศบาล และเขตสุขาภิบาล ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด

องค์การบริหารส่วนตำบล กรมทางหลวงชนบท และหน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างขยาย บูรณะและบำรุงรักษาและได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงชนบท ซึ่งก็คือทางเชื่อมระหว่างอำเภอ หรือจังหวัดเป็นต้น ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้แค่ 90 กม. / ชม.เท่านั้น ส่วนทางหลวงพิเศษ 2 เส้นที่กล่าวไว้ข้างต้น คือความเร็วที่ใช้ได้ไม่เกิน 120 กม. / ชม.

แต่มีข้อควรระวัง ทั้งทางหลวงชนบท และทางหลวงพิเศษ ผู้ขับขี่จะต้องมั่นสังเกตบางครั้งจะมีป้ายบังคับให้ลดความเร็ว หรือใช้ความเร็วตามที่ป้ายบังคับกำหนดไว้ ในกรณีที่เข้าเขตชุมชน หรือจุดที่มีทางร่วม ทางแยก ต้องระวังกันให้ดี

ความเร็ว 120 กม. / ชม. คือขีดจำกัดสูงสุดที่ผู้ขับรถสามารถแล่นบนมอเตอร์เวย์ ซึ่งก็มีบางคนพูดว่ายังเร็วไม่พอ อีกส่วนเห็นต่างว่าแค่นี้พอ ท้ายสุดแล้วอะไรดีกว่า?

การจราจรบนท้องถนนประเทศไทยมีอะไรให้ผู้ขับขี่อย่างเราท่านแปลกใจเสมอ ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่พบเจอได้บ่อยที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องรถยนต์ขับเร็ว ถ้าหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง

บ้านเรานี่แหละขาซิ่งครองถนนกันไปทั่วทุกภาค โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์ที่มีรถหลายคันวิ่งเกินความเร็ว 120 กม. / ชม. ทั้งๆ ที่มันถูกกำหนดเอาไว้ตามกฏหมาย

เวลาพูดถึงความเร็วที่กฏหมายกำหนดทีไรหลายคนก็เริ่มหัวร้อน บางท่านให้ความเห็นว่าถนนบ้านเรามีมาตรฐานดีขึ้นกว่าสมัยก่อน ช่วยให้รถทำความเร็วได้อย่างปลอดภัย ไอ้การวิ่ง 90 กม. / ชม. บนถนนหลวง หรือวิ่ง 120 กม. /ช ม. บนมอเตอร์เวย์ มันเป็นเรื่องล้าหลัง

บางคนไล่ให้ไปดูตัวอย่างประเทศฝั่งยุโรปกันทั้งนั้น ว่าแต่แท้จริงแล้วท้องถนนประเทศไทยมีศักยภาพให้รถทำความเร็วระดับนั้น และมอบความปลอดภัยได้เหมาะสมจริงหรือ?

ประเทศไหนบ้างที่วิ่งได้เร็วเกิน 120 กม. / ชม. บนมอเตอร์เวย์หรือทางด่วน

เยอรมนีจะโผล่เข้ามาในสมองของนักขับรถผู้รักความเร็วทันที เนื่องจากเมืองเบียร์มีถนนข้ามเมืองนามว่า Autobahn ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตจากวิศวกรรมระดับสูงแห่งชนชาติอินทรีเหล็ก

แน่นอนว่ามันเรียบเนียนไร้รอยต่อเพียงพอให้คุณขับสปอร์ตคาร์ ไต่ระดับความเร็วไปถึง 300 กม. / ชม. แบบไม่ต้องเหนื่อย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังลดทอนปัจจัยที่เสียงอันตราย ด้วยการทำให้รถวิ่งตรงยาวโดยไม่ต้องชะลอ โดยการเอาจุดกลับรถออก ทำรั้วขึ้นมากั้นข้างทางกับถนน และสร้างชุมทางยกระดับไม่ให้รถต้องหยุดชะงัก

ประเทศไทยจะปรับกฏหมายให้วิ่งเร็วเกิน 120 กม. / ชม. ได้หรือไม่?

ถ้าตอบตามตรรกะ ก็ต้องตอบว่าได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้ออกกฏหมาย อย่างรัฐบาลว่าจะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะหัวใจหลักของความปลอดภัยบนถนน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็ว เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นวินัย จิตสำนึก และลักษณะนิสัยของผู้ใช้รถในประเทศโดยทุกวันนี้เราพบเห็นข่าวขับรถปาดหน้าแล้วลงมาทำร้ายคู่กรณี

หรือเบียดให้รถพลิกค่ำ ลองคิดดูหากคนในชาติจำนวนมากยังคิดว่า ฉันขับในระดับความเร็วถูกต้องตามกฏหมาย ทำไมถึงต้องเบี่ยงรถหลบเข้าเลนซ้ายด้วย นี่คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการจราจรอย่างมาก หากปรับความเร็วให้วิ่งเกิน 120 กม. / ชม. ได้แล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ท้ายที่สุดแล้วความเร็วที่เพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมยิ่งต้องมากขึ้นตาม มิฉะนั้นแล้วคุณที่ขับรถยนต์อยู่ อาจกลายเป็นฆาตกรบนท้องถนนที่สังหารชีวิตคนอื่นด้วยความเร็วก็เป็นไป